Bugaboo.tv

The Girl with All the Gifts จากเรื่องสั้นสู่ภาพยนตร์ ดาร์กแฟนตาซี

Post dated: 28 ต.ค 2016 เวลา 02:30 PM

CATEGORIES: Movie News

The Girl with All the Gifts หรือในชื่อไทย เชื้อนรกล้างซอมบี้ ภาพยนตร์แนวซอมบี้ที่ฉีกความเป็น "หนังซอมบี้" ที่หลายคนคุ้นเคย ด้วยความเป็นซอมบี้ที่มากกว่าการปล่อยผีดิบมาวิ่งไล่กัดตัวละคร พล็อตหนังที่ตั้งธงการเยียวยารักษามากกว่าการทำลาย นั่นก็ทำให้ใครหลายคนต่างพากันให้ความสนใจกับหนังเรื่องนี้แล้ว 

แต่ต้องบอกก่อนว่ากว่าจะมาเป็นภาพยนตร์ The Girl with All the Gifts เชื้อนรกล้างซอมบี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ งานนี้ BUGABOO MOVIES จึงขอพาคอหนังมาเจาะลึกโปรดักชั่นของภาพยนตร์ The Girl with All the Gifts เชื้อนรกล้างซอมบี้ จากเรื่องสั้นสู่ภาพยนตร์ดาร์กแฟนตาซีเรื่องนี้กันเลย


The Girl with All the Gifts เริ่มจากการส่งเรื่องสั้นไปเสนอแนวกวีนิพนธ์ก่อน โดย ไมค์ แครี่ย์ ผู้เขียนหนังการ์ตูนและนวนิยายต่างๆ เขาได้รับการเชิญชวนจาก ชาร์แลน แฮริส และ โทนี่ แคลเนอร์ ที่สนับสนุนผลงานแนวซุปเปอร์เนเจอรัล, หนังสยองขวัญ และแนว ดาร์กแฟนตาซี ให้เขาทำเรื่องที่จะให้มาโยงกับธีมเรื่อง ‘school days’ และจากประสบการณ์การเป็นครูกว่าสิบปีของ แครี่ย์ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากเลยที่จะให้เขาตกลงรับทำงานนี้
“และผมก็นั่งที่บ้าน จ้องที่กำแพงเป็นเดือนเดือน” เขานึกถึงตอนนั้น “ผมไม่สามารถคิดไอเดียอะไรได้เลยที่มันจะไม่ใช่เรื่องแนวเลียนแบบ แฮรี่ พอตเตอร์” จนกระทั่งวันนึง ผมตื่นขึ้นมาและเกิดไอเดียของ “เมลานี่” ขึ้นมาในใจ เด็กผู้หญิงที่นั่งอยู่ในห้องเรียนวาดฝันว่า “โตขึ้นมา ฉันจะเป็นหรือทำอะไรดี” แต่พวกเราก็รู้ว่า เธอจะไม่มีโอกาสนั้น เพราะเธอคือ “ซอมบี้”

เรื่องสั้นนี้กำหนดให้เกิดขึ้นที่บริเวณที่เป็นที่หลบภัยในค่ายทหาร และมันก็เป็นโลกเดียวของเมลานี่ที่เธอรู้จัก ประสบการณ์ของเธอถูกจำกัดขอบเขตไว้แค่ในห้องเรียน และทางเดินยาวในตึกเท่านั้น ห้องเล็กๆที่ไว้กักขังเธอ ทางเดินยาวข้างนอกห้อง นั้นแหละคือที่ของเมลานี่และกลุ่มเด็ก แครี่ย์กล่าวต่อว่า เมลานี่ก็ไม่เคยได้ถาม เพราะนั้นก็คือทั้งหมดที่เธอคิดว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น แต่เราก็เห็นได้ชัดว่าพวกผู้ใหญ่รอบกายปฏิบัติกับเธอแปลกๆ เธอถูกปฏิบัติเหมือนการผสมกันระหว่างสัตว์ป่ากับระเบิดที่ยังไม่ระเบิด เธอถูกมัดไว้กับรถเข็นเพื่อที่จะส่งไปจากห้องหนึ่ง ถึงห้องหนึ่ง เธอไม่ได้รับการอนุญาตในมีการติดต่อสื่อสารใดใดกันกับพวกผู้ใหญ่ ยกเว้นตอนที่เธอถูกควบคุมอยู่ และส่วนใหญ่จะมีเหล่าทหารจ่อปืนอยู่ตลอดเวลา มันใช้เวลานานทีเดียวที่ทำให้เธอรู้ว่าทำไมเค้าถึงต้องปฏิบัติอย่างนั้นกับเธอ
ในขั้นตอนต่อไปในการเดินทางก็เป็นไปค่อนข้างเรียบง่าย มีการพบปะกับโปรดิวเซอร์ คามิล เกทิน เพื่อสรุปทั่วไป เเครี่ย์กล่าว ตอนที่ก่อนเรื่องสั้นกำลังจะเสร็จ เขาได้ถามเกทินว่า เธออยากจะตรวจดูอีกก่อนเขานำส่งหรือไม่? เกทินตอบว่า “ฉันหลงรักเมลานี่มาก” ฉันรู้ว่ามีเรื่องมากมายเกี่ยวกับซอมบี้ ทั้งในทีวี หนังสือการ์ตูน และ นวนิยาย แต่ฉันก็ไม่เคยเจอตัวละครแบบ เมลานี่ มาก่อน ในขณะเดียวกัน, โคล์ม (แมคคาลธี ผู้กำกับ) เขาพูดกับผมว่า เขาหาที่ที่ร้างๆ และเหมาะในการถ่ายทำ ผมเองก็ถ่ายทอดเรื่องราวเพื่อให้ตอบโจทย์กับโคล์มในการเลือกสถานที่

แมคคาร์ธี เห็นด้วยกับแครี่ย์ เรื่องการเขียนตัวตนของ เมลานี่ “เมลานี่” เป็นตัวละครที่ขาดความรัก สำหรับมุมมองจากผู้กำกับ เขารู้จักทีเดียวแหละ เพราะเขาเองก็มีลูกสาว เขายังกล่าวว่า “เมลานี่เป็นเด็กที่แตกต่างจากเด็กอื่นอย่างมาก แต่ในทางกลับกัน เธอก็กลับเป็นเด็กที่เข้ากับคนอื่นได้ดี และจะหลงรักเธอได้ไม่ยาก” และดังนั้นขั้นตอนที่ไม่ค่อยเป็นปกติของนักเขียนก็ได้เริ่มขึ้น ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ก็ต้องร่วมกันทำเกี่ยวกับไอเดียและเค้าโครงเรื่อง เรื่องสั้นพวกเขาก็รู้ดีว่า 10 นาทีแรก ก็เริ่มคิดฉาก และก็ต้องระดมความคิดกัน แต่ที่ประหลาดก็คือ การที่แครี่ย์แต่งนวนิยายและเขียนสคริปไปพร้อมพร้อมกัน “ผมเขียนดราฟท์ภาพยนตร์ แล้วมาเขียนนวนิยาย สลับไปสลับมา” เขากล่าวพร้อมหัวเราะ
 
บทภาพยนตร์นี้ใช้เวลาดำเนินเรื่อง 10 ปีหลังจากที่โรคระบาดชนิดหนึ่งได้คร่าชีวิตประชาชนชาวอังกฤษ   ณ ปัจจุบัน ‘พวกกระหาย’ เป็นสายพันธุ์ที่ครอบงำประเทศอยู่  โดยมีมนุษย์จำนวนไม่มากนักที่รอดชีวิตจากสัตว์กินเนื้อเป็นอาหารที่เดินกันเกลื่อนเหล่านี้   เมลานี  (เซนเนีย นานัว) วัย 10 ขวบและเด็กคนอื่นอีก 20 คนเป็นผู้รอดชีวิตรุ่นที่สอง  เป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์กระหายเลือด   ครูเฮเลน จัสตินอล (เจมม่า อาร์เทอร์ตัน) สั่งสอนอบรมเด็กกลุ่มนี้  ซึ่งการพัฒนาสายสัมพันธ์ของเธอกับเมลานีที่ฉลาดเป็นกรดเป็นหัวใจของภาพยนตร์เรื่องนี้   นอกจากนี้  ยังมีตัวละครสำคัญอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน  ได้แก่  ดร. แคโรไลน์ โคลเวล  (เกลนน์ โคลส) นักวิทยาศาสตร์ที่วาดหวังจะค้นพบยาต้านเชื้อไวรัสด้วยการทดลองกับเด็กกลุ่มนี้  รวมถึงนายทหารของกองทัพ  สิบเอกเอ็ดดี้ พาร์ค (แพดดี้ คอนซิดีน) และไครอน แกลเลอเฮอร์ (ฟิซาโย เอคิเนด)  ซึ่งพร้อมอยู่ตลอดกับการทำหน้าที่เป็นผู้เตือนภัยครั้งใหญ่ที่กำลังใกล้เข้ามา  นี่เป็นตัวละครห้าตัวนี้ที่เราติดตามในขณะที่สร้างหนังเรื่องนี้  และบางส่วนเป็นเรื่องของการเอาคืนของธรรมชาติทั่วทั้งประเทศ
The Girl with All the Gifts เป็นหนังซอมบี้ อย่างที่ไม่ต้องสงสัย แต่มันมีบางอย่างที่แตกต่างจากหนังซอมบี้ทั่วไปอย่างมาก เช่นกัน “ผมคิดว่ามันมีจุดขายหลายอย่างในฐานะของหนังซอมบี้เรื่องหนึ่ง” แครี่ย์เอ่ยให้ฟัง “เราตัดสินใจตั้งแต่แรกเลยว่า เราต้องมีคำอธิบายที่มีเหตุผลในเชิงวิทยาศาสตร์ให้กับมหันตภัยซอมบี้ของเรา ให้กับโรคระบาดที่เกิดขึ้นกับมนุษยชาติ เราไปเดินชอปปิ้งแล้วเราก็เจอกับเชื้อราชนิดหนึ่ง โอฟิโอคอร์ไดเซพส์ ยูนิลาเทราลิส (OphiocordycepsUnilateralis) ที่ปรากฏอยู่ในสารคดีเรื่องหนึ่งของเดวิด แอทเทนบูโรที่ชื่อว่า ‘The Secret Life of Plants’ มันเป็นปรสิตชนิดหนึ่งที่เข้าเล่นงานมดในป่าฝนอเมซอน สปอร์ของมันร่วงหล่นลงบนพื้นในป่า มดทั้งหลายเดินเหยียบไปมา สปอร์เหล่านี้ยึดเกาะตัวมันเองเข้ากับลำตัวของมด ต่อมาเชื้อราเจริญขึ้นเจาะผ่านเปลือกหุ้มของมดเข้าสู่ระบบประสาท   โดยปกติแล้วเชื้อราจะเข้าควบคุมมดและฆ่ามันให้ตาย   ถือเป็นการปล้นอย่างหนึ่ง” ลองจินตนาการดูสิว่า หากเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นกับมนุษย์
การตัดสินใจอันปราดเปรื่องอีกอย่างของภาพยนตร์เรื่อง The Girl with All the Gift ก็คือ ความคิดที่จะแสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์ผ่านสายตาของเมลานี   โดยแครี่ย์กล่าวว่า “เรากำลังรับรู้เรื่องราวนี้จากมุมมองของเด็กคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเด็กที่สามารถเข้าใจผู้อื่น เฉลียวฉลาด กล้าหาญ แสดงความรู้สึกออกมาให้เห็น และเป็นซอมบี้ด้วยเหมือนกัน”

ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  ความจริง  อารมณ์ความรู้สึก   เมื่อรวมสามปัจจัยนี้เข้าด้วยกัน  จึงทำให้คุณเริ่มเข้าใจว่าทีมงานการผลิตดึงนักแสดงที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอคาเดมี่ อวอร์ดถึงหกครั้งอย่าง เกลนน์ โคลส, เจมม่า อาร์เทอร์ทัน และ แพดดี้ คอนซิดีนมาร่วมแสดงได้อย่างไร   นักแสดงทั้งสามไม่ลังเลเลยที่จะโดดเข้าร่วมกับ ‘หนังแนวเฉพาะทาง’ เมื่อมันมีเนื้อหาดี
“พวกเขาส่งบทมาให้ฉัน   ฉันคิดว่ามันวิเศษเลยทีเดียว” โคลสยักไหล่ “บทเขียนดีมาก   ตัวละครน่าสนใจ   มีบทบาทหลากหลายอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ และมีทีมงานดีๆ ร่วมกันทำงานฉันสไคป์คุยกับคอล์มและฉันก็มีความรู้สึกดีมากทันที” เธอหยุดสักครู่แล้วรำพึงว่า “ฉันไม่เคยแสดงหนังอย่างนี้หรือเล่นบทแบบนี้มาก่อนเลย”

“ผมเคยคิดว่าเรื่องซอมบี้น่าเบื่อมา” คอนซิดีน กล่าว “ผมรู้ว่าคนชอบหนังแนวนี้กันมาก แต่ผมกลับไม่สนใจเรื่องทำนองนี้มากนัก น่าจะมีหนังซอมบี้แค่สองเรื่องที่ผมชอบจริง ๆ นั่นคือ Dawn of the Dead และ Shaun of the Dead ต้นฉบับ ผมไม่มีความปรารถนาแรงกล้าใดๆ ที่จะทำอะไรอย่างนี้มาก่อน” แต่เมื่ออ่านบทและได้พบกับแมคคาลธีทุกอย่างก็เปลี่ยนไป   “เป็นเพราะบุคลากรและเรื่องราวนั่นเอง” เขาแจงให้ฟัง
อาร์เทอร์ทันปลื้มกับแผนงานนี้อย่างเห็นได้ชัด  “ตามปกติ  ฉันไม่ค่อยรับเรื่องแนวนี้” เธอเริ่มต้น  “เรื่องนี้ยอดเยี่ยมมาก  ฉันชอบสาระสำคัญของมัน   ฉันคิดว่าพวกมันเจ๋งสุดๆ   แม้แต่เมื่อเร็วๆนี้ในข่าว  มันก็ยังเป็นประเด็นที่คนพูดคุยกัน   ไม่ว่าจะเป็น   จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์สร้างปัญหาให้กับโลกใบนี้?   เราจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้หรือไม่?   เราเป็นคนที่คู่ควรจะอยู่บนโลกใบนี้หรือไม่?   ฉันชอบประเด็นการมีชีวิตรอดของผู้ที่เหมาะสมที่สุด   และรวมถึงการเรียกร้องและเอาคืนของธรรมชาติด้วย   ฉันคิดว่ามันน่าดึงดูดเลยทีเดียว   ฉันหมายถึงมันเป็นหนังเรื่องหนึ่ง   แต่แน่ล่ะว่ามันก็ลึกซึ้งไปกว่านั้น   ลึกซึ้งกว่ามากๆ เลย   เป็นเรื่องยากทีเดียวที่จะต้องอธิบายเมื่อผู้คนถามว่า ‘คุณกำลังสร้างหนังอะไรอยู่?’   มันเป็นเรื่องซอมบี้   แต่มันก็ไม่ใช่มันเป็นเรื่องของชีวิตและเรื่องโลกของเราต่างหาก   ฉันชอบตรงที่ตัวทำให้เกิดโรคเป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติ”     

การค้นหานักแสดงเด็กที่สามารถรับบทเมลานี ในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างแน่นอน   แมคคาลธีกับกาตินคัดเลือกเด็กผู้หญิงถึง 500 คนเพื่อมาแสดงบทนี้   พวกเขาต้องการคนที่สามารถเข้าถึงอารมณ์ของบท   และในขณะเดียวกันต้องอึดมากพอที่จะห่างจากบ้านได้เป็นเวลา 10 สัปดาห์   ถูกยึดอยู่กับรถนั่งคนพิการ   และแสดงตามสถานการณ์ต่าง ๆ โดยมีข้อจำกัดของร่างกายบางอย่าง “ดูเหมือนมันเป็นเรื่องตื่นเต้นอย่างไม่น่าเชื่อ   แต่เซียน่า นานูอาเป็นเด็กหญิงคนสุดท้ายจาก 500 คนที่เดินผ่านประตูเข้ามาหาเราเพื่อรับบทนี้” แมคคาลธี ยืนยัน  “ผมคิดว่าเราจะคัดเด็กผู้หญิงให้เหลือสักหกคนในตอนนั้น   และเราจะอ่านบทรอบสุดท้ายกับเจมม่า   แต่ผมเดินทางไปยังสถาบันสอนการแสดง The Television Workshop ที่เมืองนอทติ้งแฮม   ซึ่งนักแสดงชาวอังกฤษที่น่าสนใจ  น่าเร้าใจมากกว่านี้หลายคนมาจากที่นี่   เธอเป็นคนสุดท้ายของวันนั้นจริง ๆ   ผมรู้ว่ามีบางอย่างที่ไม่ธรรมดาเลยเกิดขึ้นตั้งแต่ฉากแรกที่เธออ่าน”   
นานูอาดูไม่ประหม่ากับบทนี้เลย  “ฉันไปทดสอบการแสดงและคิดว่ามันเป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเท่านั้น   แล้วฉันก็ได้ทดสอบแสดงบทนี้อีกครั้งในลอนดอน   ฉันเจอกับผู้กำกับก่อน   หลังจากนั้นฉันก็เจอโปรดิวเซอร์ด้วย   ช่างดีเหลือเกิน  เพราะเธอน่ารักมาก   ต่อมาฉันได้เจอกับนักแสดงและทีมงาน   แล้วฉันก็ต้องกลับไปทดสอบแสดงอีกครั้งและอ่านบทกับเก็มม่า   ซึ่งเป็นเรื่องดีเหลือเกิน   เพราะฉันได้มีโอกาสทำความรู้จักกับเธอจริงๆ  และฉันคิดว่านั่นเป็นการทดสอบแสดงรอบสุดท้ายของฉัน   ฉันได้ยินทีมงานโทรมาหาแม่และบอกว่าฉันได้รับบทนี้   น้ำตาแม่ไหลพลั่ก ‘ขอบคุณพระเจ้าเซียน่า ลูกได้บทนี้แล้ว!’   ฉันเองก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน  ‘ค่ะแม่’  ฉันรู้สึกดีใจมากก็จริง   แต่ปกติแล้วฉันจะไม่แสดงออกมากนัก”

ขณะที่สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้  แมคคาลธีถือโอกาสถ่ายทำในสถานที่ที่มีลักษณะรกร้าง  ซึ่งเขาเคยเอ่ยให้กาตินฟังในตอนแรกที่พวกเขาคุยกันเกี่ยวกับการรวมทีมเพื่อสร้างเรื่อง The Girl with All the Gifts
“ผมชอบการถ่ายรูปและยังชอบลักษณะอันน่าอัศจรรย์ที่ธรรมชาติเอาคืนกับมนุษย์อีกด้วย” เขากล่าว  “ตอนที่เป็นเด็ก  ผมเคยเข้าไปเล่นในบ้านร้าง   ผมชอบการอยู่ในห้องที่เคยมีใครสักคนและครอบครัวอยู่  แต่ตอนนี้กลับมีต้นไม้งอกทะลุพื้นกระดานขึ้นมา   ความงามของภาพยนตร์เรื่องนี้มาจากตรงนั้น   เรามองหาพื้นที่รกร้างมากมายทั่วโลก   เรารู้ว่าเราต้องการองค์ประกอบบางอย่างที่เป็นสากลเพื่อถ่ายภาพ   เราไปเจอเข้ากับเมืองปริบยัต  ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่นอกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล   ดังนั้น  เราจึงส่งทีมงานทีมหนึ่งไปที่นั่นเพื่อถ่ายหนัง   และความคิดของการผนวกภาพดังกล่าวเข้ากับพื้นที่รกร้างบางแห่งในภูมิภาคมิดแลนด์ที่เราได้ไปพบ  เป็นวิธีการสร้างโลกแบบหนึ่งที่เราใช้   เรามองหาสถานที่ถ่ายทำที่ธรรมชาติเข้าควบคุมมนุษย์ในช่วงเวลาที่เหมาะสม”
สถานที่ที่สะดุดตามากที่สุดแห่งหนึ่งในภาพยนตร์ก็คือ  โรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น   มันดูเหมือนเป็นความพยายามสร้างหรือการออกแบบศิลปะอย่างหนึ่ง   แต่ที่จริงเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว “ระหว่างการเตรียมตัวถ่ายทำ  ผู้จัดการหาสถานที่โทรมาหาผมและพูดอย่างตื่นเต้นว่า ‘ผมเจอที่นี่แล้ว  และมันก็เป็นโรงพยาบาลที่หลอนที่สุดที่ผมเคยเจอเลยทีเดียว’”  แมคคาลธีหัวเราะชอบใจ “เราเดินทางไปดูโรงพยาบาลแห่งนี้ในเมืองดัดลีย์ที่กลายมาเป็นโรงพยาบาลในภาพยนตร์เรื่องนี้   การสร้างบรรยากาศแบบนั้นขึ้นมาด้วยฝ่ายศิลป์ของเราน่าจะเกินงบประมาณที่เรามีอยู่อย่างจำกัด   มันจึงต้องอาศัยการสร้างกลิ่นอายของความเก่าแก่   ไม่ว่าจะเป็น  ทางเดินระหว่างตึกที่มีวอลเปเปอร์ขาดหลุดรุ่ย  และต้นไอวี่ที่เลื้อยผ่านหน้าต่างเข้ามา  ‘การถ่ายภาพหายนะ’ ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เรานึกภาพไว้มาตั้งแต่ต้น!”

จากข้อสังเกตของกาติน  สถานที่น่าสะดุดตาเหล่านี้  ซึ่งใช้เทคนิคพิเศษทางดิจิตอลช่วยอย่างแนบเนียนในจุดที่จำเป็น  ได้ช่วยสร้างความกลมกลืนให้กับภาพยนตร์  “มันเป็นเรื่องของสถานที่จริง  การแสดงของมนุษย์จริง ๆ ที่ตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคาม  และการพยายามผนวกทุกอย่างเข้าด้วยกัน” เธออธิบาย “เป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ ที่ในการแสดง  เรารับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่คนถูกรังควาน  รู้สึกเหนื่อยและหมดเรี่ยวแรง  มันเป็นความรู้สึกพื้นฐานอย่างแรกของมนุษย์ที่ว่า ‘ฉันอยากมีชีวิตรอด’  แต่เมื่อพูดกันตามตรงก็คือ ‘มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?’  เพราะคุณไม่มีทางจะมีความสุขได้อีกเลย   และนั่นก็เป็นความจริงอย่างหนึ่งที่คอล์มแสวงหา
“การพูดคุยให้นักแสดงเข้าใจถึงความจริงในข้อนี้ระหว่างการถ่ายทำหนังเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะทุกวันของการมีชีวิตอยู่ 10 ปี จะต้องถูกสัตว์กระหายเลือดโจมตีอยู่ทุกวัน คุณจะหยุดพักสุดสัปดาห์ไม่ได้ ปราศจากวันหยุดไม่มีวันนักขัตฤกษ์  คุณจะนอนหลับไม่สนิทเป็นเวลา 10 ปี   ทุกครั้งที่คุณได้ยินเสียงๆ หนึ่ง คุณจะตื่นขึ้นอย่างฉับพลันเพราะคิดว่าคุณจะต้องวิ่งหนี”

ถ้อยคำสุดท้ายน่าจะยกให้กับแครีย์  ผู้ซึ่งยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าภาพยนตร์ดังกล่าวเกิดมาจากความคิดของเขาในเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง   ความคิดนี้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมันเข้าครอบงำและกลายเป็นโลกทั้งใบของเขาอย่างค่อนข้างลงตัว  “มันเป็นการทำความฝันให้เป็นจริง” เขากล่าว “มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ”
 
BUGABOO MOVIES / ขอบคุณข้อมูลจาก Hollywood Thailand